กู้ซื้อบ้านมือสอง: 7 ขั้นตอนสำคัญที่คนอยากมีบ้านต้องรู้

กู้ซื้อบ้านมือสอง: 7 ขั้นตอนสำคัญที่คนอยากมีบ้านต้องรู้

⊹ การมีบ้านเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายคน และ "บ้านมือสอง" ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในยุคนี้ ด้วยราคาที่คุ้มค่าและทำเลที่มักจะได้เปรียบ แต่พอนึกถึงขั้นตอนการ "กู้ซื้อบ้านมือสอง" หลายคนก็อาจจะเริ่มรู้สึกกังวล ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร กลัวเอกสารยุ่งยาก หรือกลัวกู้ไม่ผ่าน

 

บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจทั้งหมด! เราได้สรุป "7 ขั้นตอนสำคัญที่คนอยากมีบ้านต้องรู้" มาให้แบบเข้าใจง่าย ทีละขั้นตอน เพื่อเตรียมความพร้อมให้คุณพิชิตสินเชื่อบ้านมือสองได้สำเร็จตามฝัน

1. ประเมินความพร้อมทางการเงิน (กู้ได้แค่ไหน? ผ่อนไหวไหม?)

 ⊹ ก่อนจะเริ่มมองหาบ้านจริงจัง ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการ ประเมินความสามารถในการกู้ของตนเอง (Pre-Approve) เพื่อให้ทราบวงเงินสูงสุดที่ธนาคารมีแนวโน้มจะอนุมัติ และกำหนดงบประมาณที่ชัดเจน

  • ตรวจสอบเครดิตบูโร (Credit Bureau): ดูประวัติการชำระหนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินที่อาจติดค้าง

  • คำนวณภาระหนี้: คำนวณรายได้ต่อเดือน หักด้วยภาระหนี้สินที่มี เพื่อดูว่าสามารถผ่อนบ้านได้สูงสุดเท่าไหร่ (โดยทั่วไป ธนาคารจะให้ภาระผ่อนรวมไม่เกิน 40-60% ของรายได้)

  • เตรียมเงินสำรอง: บ้านมือสองส่วนใหญ่จะได้วงเงินกู้ประมาณ 80-90% ของราคาประเมิน/ราคาซื้อขาย (แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า) ดังนั้นคุณต้องเตรียมเงินสดสำหรับส่วนต่าง เงินมัดจำ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (เช่น ค่าโอน, ค่าจดจำนอง) ประมาณ 10-20% ของราคาบ้าน

2. เลือกบ้านที่ใช่และเจรจาตกลงกับผู้ขาย

 ⊹ เมื่อรู้ขีดจำกัดด้านการเงินแล้ว ให้เริ่มค้นหาบ้านมือสองที่ถูกใจในงบประมาณ และสิ่งสำคัญคือ:

  • ตรวจสอบสภาพบ้าน: ตรวจสอบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ประปา สภาพแวดล้อม และเอกสารสิทธิ์ (โฉนดที่ดิน) ให้ละเอียด

  • เจรจาต่อรองราคา: ตกลงราคากับผู้ขายให้เป็นที่เรียบร้อย และที่สำคัญคือ ตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือแบ่งจ่ายในสัดส่วนเท่าไหร่ (เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน, ค่าจดจำนอง)

3. ทำสัญญาจะซื้อจะขายและวางเงินมัดจำ

 ⊹หลังจากตกลงราคาได้แล้ว ให้ทำ สัญญาจะซื้อจะขาย กับผู้ขาย โดยมีรายละเอียดสำคัญที่ต้องระบุให้ชัดเจน:

  • ราคาซื้อขาย และ เงินมัดจำ (โดยทั่วไป 5-20% ของราคาซื้อขาย)

  • เงื่อนไขและกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ (เพื่อให้สอดคล้องกับกำหนดการขอสินเชื่อจากธนาคาร)
  • สัญญาฉบับนี้เป็นเอกสารสำคัญที่จะใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อจริง

4. ยื่นขอสินเชื่อและรอธนาคารประเมินหลักทรัพย์

 ⊹ นำสัญญาจะซื้อจะขายและเอกสารส่วนตัว/ทางการเงิน (เช่น สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, รายการเดินบัญชีย้อนหลัง) ไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารที่คุณเลือก (ควรยื่นหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบข้อเสนอ)

  • ธนาคารประเมินราคา: ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่หรือบริษัทประเมินเข้าสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สิน (บ้านและที่ดิน) เพื่อกำหนดมูลค่าหลักประกัน ซึ่งวงเงินกู้จะพิจารณาจาก ราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขาย แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า

  • ค่าใช้จ่ายการประเมิน: โดยทั่วไปจะมีค่าธรรมเนียมการประเมินราคาที่ผู้กู้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

5. อนุมัติสินเชื่อและนัดวันโอนกรรมสิทธิ์

 ⊹ เมื่อธนาคารอนุมัติวงเงินกู้แล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลและรายละเอียดเงื่อนไขสินเชื่อ (อัตราดอกเบี้ย, วงเงิน) หากคุณยอมรับข้อเสนอ ให้ดำเนินการนัดหมายวันโอนกรรมสิทธิ์

  • นัดโอน: ผู้ซื้อ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ธนาคาร (ที่จะมาจดจำนอง) จะต้องไปพบกันที่ สำนักงานที่ดิน ในวันและเวลาที่กำหนด

6. ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน

 ⊹ ในวันโอนกรรมสิทธิ์ จะมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้:

  • ชำระเงินส่วนที่เหลือ: ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้กับผู้ขาย (ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้จากธนาคาร และเงินสดส่วนต่างที่คุณต้องเตรียมมาเอง

  • จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม: เจ้าหน้าที่ที่ดินจะดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายมาเป็นชื่อผู้ซื้อ และในขณะเดียวกันก็จะ จดจำนอง บ้านให้กับธนาคารที่อนุมัติสินเชื่อด้วย
  • รับเอกสาร: ผู้ซื้อจะได้รับโฉนดที่ดิน (ที่ด้านหลังระบุการจดจำนองกับธนาคาร) และเอกสารการซื้อขายต่าง ๆ

7. รับมอบบ้านและส่งมอบกุญแจ

 ⊹ เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนที่สำนักงานที่ดินแล้ว ผู้ซื้อจะได้รับมอบบ้านและกุญแจอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าอยู่อาศัยหรือปรับปรุงซ่อมแซมได้ทันที และเริ่มต้นชำระค่างวดกับธนาคารตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

การทำตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างเป็นระบบจะช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อและทำให้การเป็นเจ้าของบ้านมือสองของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นค่ะ.

อ้างอิง : ghbankddproperty 

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

การซื้อบ้านถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การจะเลือกบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ล้วนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของข้อดีและข้อเสียของบ้านแต่ละประเภท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านในฝันของคุณ

บ้านมือสอง

บ้านมือสอง คือ บ้านที่เคยมีเจ้าของหรือผู้ครอบครองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่สร้างมานานหลายสิบปี หรือเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานก็ตาม

ข้อดีของบ้านมือสอง :

  • ราคาที่จับต้องได้มากกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านมือสองมักมีราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด หรือต้องการบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในราคาที่เอื้อมถึง

  • ทำเลที่ตั้ง:

บ้านมือสองหลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่พัฒนาแล้ว มีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจหาได้ยากในโครงการบ้านใหม่ที่มักจะอยู่รอบนอกเมือง

  • ความหลากหลายของตัวเลือก:

ตลาดบ้านมือสองมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบบ้าน ขนาดพื้นที่ และสไตล์การตกแต่ง ทำให้คุณมีโอกาสหาบ้านที่ตรงกับความต้องการและรสนิยมได้ง่ายขึ้น

  • สวนและภูมิทัศน์ที่พร้อมใช้งาน:

บ้านมือสองหลายแห่งมีสวนและภูมิทัศน์ที่ปลูกสร้างไว้อย่างดีแล้ว ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดสวนเพิ่มเติม

  • สามารถเข้าอยู่ได้ทันที:

หากสภาพบ้านพร้อมอยู่ คุณสามารถย้ายเข้าได้ทันที ไม่ต้องรอการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ

  • ศักยภาพในการต่อเติมหรือปรับปรุง:

คุณมีอิสระในการปรับปรุงหรือต่อเติมบ้านตามความต้องการและงบประมาณ ทำให้บ้านเป็นสไตล์ของคุณเอง

ข้อเสียของบ้านมือสอง:

  • ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซม:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีสภาพทรุดโทรม หรือมีปัญหาที่มองไม่เห็นในตอนแรก เช่น ปัญหาระบบประปา ไฟฟ้า หรือโครงสร้าง ซึ่งอาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูง

  • ดีไซน์ที่ล้าสมัย:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีการออกแบบที่ล้าสมัย ไม่ตรงกับเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน

  • เทคโนโลยีและวัสดุที่เก่ากว่า:

ระบบสาธารณูปโภค เช่น ท่อประปา สายไฟ อาจเป็นแบบเก่า ไม่ทันสมัยเท่าบ้านใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานและความปลอดภัย

  • ความกังวลเรื่องโครงสร้างและปัญหาแฝง:

การตรวจสอบสภาพบ้านด้วยตนเองอาจไม่เพียงพอ ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยง

  • การแข่งขันในการซื้อ:

บ้านมือสองในทำเลดีและราคาเหมาะสมมักมีการแข่งขันสูง อาจต้องตัดสินใจรวดเร็ว

บ้านใหม่

บ้านใหม่ คือ บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จ หรือกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านจัดสรร

ข้อดีของบ้านใหม่:

  • ดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานครบครัน:

บ้านใหม่ได้รับการออกแบบตามเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน มีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

  • โครงสร้างที่แข็งแรงและได้มาตรฐาน:

บ้านใหม่สร้างขึ้นตามมาตรฐานการก่อสร้างล่าสุด โดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ทำให้มั่นใจได้ในความแข็งแรงทนทาน

  • เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ:

บ้านใหม่มักติดตั้งระบบที่ทันสมัย เช่น ระบบสมาร์ทโฮม ระบบประหยัดพลังงาน หรือฉนวนกันความร้อน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

  • การรับประกันจากผู้พัฒนาโครงการ:

ผู้พัฒนาโครงการมักมีการรับประกันโครงสร้างและงานระบบต่างๆ ทำให้คุณอุ่นใจได้หากเกิดปัญหาในช่วงแรก

  • ความปลอดภัยที่เหนือกว่า:

โครงการบ้านใหม่มักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น กล้องวงจรปิด รปภ. ตลอด 24 ชั่วโมง หรือระบบเข้า-ออกด้วยคีย์การ์ด

  • สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ:

โครงการบ้านใหม่หลายแห่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือคลับเฮาส์ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

  • ลดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมในระยะแรก:

เนื่องจากเป็นบ้านใหม่ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะแรกที่เข้าอยู่

ข้อเสียของบ้านใหม่:

  • ราคาสูงกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านใหม่มักมีราคาสูงกว่าบ้านมือสองในทำเลและขนาดเดียวกัน

  • ทำเลที่ตั้ง:

โครงการบ้านใหม่มักจะตั้งอยู่ในบริเวณรอบนอกเมือง หรือที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น

  • ระยะเวลาการรอคอย:

หากซื้อบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหนึ่งปี

  • ค่าส่วนกลาง:

โครงการบ้านใหม่มักมีค่าส่วนกลางที่ต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ภูมิทัศน์ที่ยังไม่สมบูรณ์:

สวนและต้นไม้ในโครงการใหม่มักจะยังไม่โตเต็มที่ ต้องใช้เวลาในการเติบโตและตกแต่งเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถต่อรองราคาได้มากนัก:

ราคาของบ้านใหม่มักจะถูกกำหนดไว้แล้ว การต่อรองราคาอาจทำได้ไม่มากนัก

สรุป: คุณควรเลือกแบบไหนดี?

การตัดสินใจเลือกระหว่างบ้านมือสองและบ้านใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบประมาณ:

หากงบประมาณจำกัดและต้องการราคาที่จับต้องได้ บ้านมือสองอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

  • ทำเลที่ตั้ง:

หากต้องการทำเลที่สะดวกสบาย ใกล้เมืองและสิ่งอำนวยความสะดวก บ้านมือสองอาจมีตัวเลือกมากกว่า

  • ความพร้อมในการเข้าอยู่:

หากต้องการย้ายเข้าทันที บ้านมือสองที่พร้อมอยู่คือคำตอบ แต่หากมีเวลาและต้องการบ้านที่ไม่มีปัญหาจุกจิก บ้านใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี

  • ความต้องการด้านดีไซน์และเทคโนโลยี:

หากชื่นชอบความทันสมัย เทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม บ้านใหม่ตอบโจทย์มากกว่า

  • ความเต็มใจที่จะปรับปรุงซ่อมแซม:

หากมีเวลาและพร้อมที่จะลงทุนกับการปรับปรุงบ้านให้เป็นสไตล์ของตัวเอง บ้านมือสองก็ให้โอกาสนั้น

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • สำรวจตลาด:

ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ควรใช้เวลาในการสำรวจตลาด เปรียบเทียบราคา ทำเล และสภาพบ้านอย่างละเอียด

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ:

หากไม่แน่ใจเรื่องสภาพบ้านมือสอง ควรจ้างผู้ตรวจสอบอาคารมืออาชีพมาตรวจสอบ หรือปรึกษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความรู้

  • วางแผนการเงิน:

พิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาบ้าน แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโอน ภาษี ค่าปรับปรุงซ่อมแซม (สำหรับบ้านมือสอง) และค่าส่วนกลาง (สำหรับบ้านใหม่)

เลือกบ้านในฝันที่ใช่สำหรับคุณ: บ้านมือสองหรือบ้านใหม่?
ไม่ว่าคุณกำลังมองหาบ้านมือสองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หรือบ้านใหม่ที่พร้อมให้คุณสร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราขอเป็นกำลังใจให้คุณกับการเดินทางเพื่อค้นหาบ้านในฝันของคุณ!

อ้างอิง: kasikornbank

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Pin It on Pinterest