บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

การซื้อบ้านถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การจะเลือกบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ล้วนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของข้อดีและข้อเสียของบ้านแต่ละประเภท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านในฝันของคุณ

บ้านมือสอง

บ้านมือสอง คือ บ้านที่เคยมีเจ้าของหรือผู้ครอบครองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่สร้างมานานหลายสิบปี หรือเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานก็ตาม

ข้อดีของบ้านมือสอง :

  • ราคาที่จับต้องได้มากกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านมือสองมักมีราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด หรือต้องการบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในราคาที่เอื้อมถึง

  • ทำเลที่ตั้ง:

บ้านมือสองหลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่พัฒนาแล้ว มีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจหาได้ยากในโครงการบ้านใหม่ที่มักจะอยู่รอบนอกเมือง

  • ความหลากหลายของตัวเลือก:

ตลาดบ้านมือสองมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบบ้าน ขนาดพื้นที่ และสไตล์การตกแต่ง ทำให้คุณมีโอกาสหาบ้านที่ตรงกับความต้องการและรสนิยมได้ง่ายขึ้น

  • สวนและภูมิทัศน์ที่พร้อมใช้งาน:

บ้านมือสองหลายแห่งมีสวนและภูมิทัศน์ที่ปลูกสร้างไว้อย่างดีแล้ว ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดสวนเพิ่มเติม

  • สามารถเข้าอยู่ได้ทันที:

หากสภาพบ้านพร้อมอยู่ คุณสามารถย้ายเข้าได้ทันที ไม่ต้องรอการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ

  • ศักยภาพในการต่อเติมหรือปรับปรุง:

คุณมีอิสระในการปรับปรุงหรือต่อเติมบ้านตามความต้องการและงบประมาณ ทำให้บ้านเป็นสไตล์ของคุณเอง

ข้อเสียของบ้านมือสอง:

  • ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซม:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีสภาพทรุดโทรม หรือมีปัญหาที่มองไม่เห็นในตอนแรก เช่น ปัญหาระบบประปา ไฟฟ้า หรือโครงสร้าง ซึ่งอาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูง

  • ดีไซน์ที่ล้าสมัย:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีการออกแบบที่ล้าสมัย ไม่ตรงกับเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน

  • เทคโนโลยีและวัสดุที่เก่ากว่า:

ระบบสาธารณูปโภค เช่น ท่อประปา สายไฟ อาจเป็นแบบเก่า ไม่ทันสมัยเท่าบ้านใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานและความปลอดภัย

  • ความกังวลเรื่องโครงสร้างและปัญหาแฝง:

การตรวจสอบสภาพบ้านด้วยตนเองอาจไม่เพียงพอ ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยง

  • การแข่งขันในการซื้อ:

บ้านมือสองในทำเลดีและราคาเหมาะสมมักมีการแข่งขันสูง อาจต้องตัดสินใจรวดเร็ว

บ้านใหม่

บ้านใหม่ คือ บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จ หรือกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านจัดสรร

ข้อดีของบ้านใหม่:

  • ดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานครบครัน:

บ้านใหม่ได้รับการออกแบบตามเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน มีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

  • โครงสร้างที่แข็งแรงและได้มาตรฐาน:

บ้านใหม่สร้างขึ้นตามมาตรฐานการก่อสร้างล่าสุด โดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ทำให้มั่นใจได้ในความแข็งแรงทนทาน

  • เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ:

บ้านใหม่มักติดตั้งระบบที่ทันสมัย เช่น ระบบสมาร์ทโฮม ระบบประหยัดพลังงาน หรือฉนวนกันความร้อน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

  • การรับประกันจากผู้พัฒนาโครงการ:

ผู้พัฒนาโครงการมักมีการรับประกันโครงสร้างและงานระบบต่างๆ ทำให้คุณอุ่นใจได้หากเกิดปัญหาในช่วงแรก

  • ความปลอดภัยที่เหนือกว่า:

โครงการบ้านใหม่มักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น กล้องวงจรปิด รปภ. ตลอด 24 ชั่วโมง หรือระบบเข้า-ออกด้วยคีย์การ์ด

  • สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ:

โครงการบ้านใหม่หลายแห่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือคลับเฮาส์ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

  • ลดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมในระยะแรก:

เนื่องจากเป็นบ้านใหม่ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะแรกที่เข้าอยู่

ข้อเสียของบ้านใหม่:

  • ราคาสูงกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านใหม่มักมีราคาสูงกว่าบ้านมือสองในทำเลและขนาดเดียวกัน

  • ทำเลที่ตั้ง:

โครงการบ้านใหม่มักจะตั้งอยู่ในบริเวณรอบนอกเมือง หรือที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น

  • ระยะเวลาการรอคอย:

หากซื้อบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหนึ่งปี

  • ค่าส่วนกลาง:

โครงการบ้านใหม่มักมีค่าส่วนกลางที่ต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ภูมิทัศน์ที่ยังไม่สมบูรณ์:

สวนและต้นไม้ในโครงการใหม่มักจะยังไม่โตเต็มที่ ต้องใช้เวลาในการเติบโตและตกแต่งเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถต่อรองราคาได้มากนัก:

ราคาของบ้านใหม่มักจะถูกกำหนดไว้แล้ว การต่อรองราคาอาจทำได้ไม่มากนัก

สรุป: คุณควรเลือกแบบไหนดี?

การตัดสินใจเลือกระหว่างบ้านมือสองและบ้านใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบประมาณ:

หากงบประมาณจำกัดและต้องการราคาที่จับต้องได้ บ้านมือสองอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

  • ทำเลที่ตั้ง:

หากต้องการทำเลที่สะดวกสบาย ใกล้เมืองและสิ่งอำนวยความสะดวก บ้านมือสองอาจมีตัวเลือกมากกว่า

  • ความพร้อมในการเข้าอยู่:

หากต้องการย้ายเข้าทันที บ้านมือสองที่พร้อมอยู่คือคำตอบ แต่หากมีเวลาและต้องการบ้านที่ไม่มีปัญหาจุกจิก บ้านใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี

  • ความต้องการด้านดีไซน์และเทคโนโลยี:

หากชื่นชอบความทันสมัย เทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม บ้านใหม่ตอบโจทย์มากกว่า

  • ความเต็มใจที่จะปรับปรุงซ่อมแซม:

หากมีเวลาและพร้อมที่จะลงทุนกับการปรับปรุงบ้านให้เป็นสไตล์ของตัวเอง บ้านมือสองก็ให้โอกาสนั้น

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • สำรวจตลาด:

ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ควรใช้เวลาในการสำรวจตลาด เปรียบเทียบราคา ทำเล และสภาพบ้านอย่างละเอียด

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ:

หากไม่แน่ใจเรื่องสภาพบ้านมือสอง ควรจ้างผู้ตรวจสอบอาคารมืออาชีพมาตรวจสอบ หรือปรึกษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความรู้

  • วางแผนการเงิน:

พิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาบ้าน แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโอน ภาษี ค่าปรับปรุงซ่อมแซม (สำหรับบ้านมือสอง) และค่าส่วนกลาง (สำหรับบ้านใหม่)

เลือกบ้านในฝันที่ใช่สำหรับคุณ: บ้านมือสองหรือบ้านใหม่?
ไม่ว่าคุณกำลังมองหาบ้านมือสองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หรือบ้านใหม่ที่พร้อมให้คุณสร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราขอเป็นกำลังใจให้คุณกับการเดินทางเพื่อค้นหาบ้านในฝันของคุณ!

อ้างอิง: kasikornbank

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise เลือกแบบไหนดี?

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise เลือกแบบไหนดี?

นี่คือบทความเกี่ยวกับ คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise ที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดค่ะ

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise: เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

 ⊹ ในยุคที่ที่ดินในเมืองมีจำกัด "คอนโดมิเนียม" หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า "คอนโด" กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตใกล้แหล่งงาน แหล่งช้อปปิ้ง หรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่รู้หรือไม่ว่าคอนโดเองก็มีหลายประเภท และหนึ่งในประเภทที่คนมักสับสนกันก็คือ "คอนโด High Rise" และ "คอนโด Low Rise" แล้วสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร? มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง? มาดูกันค่ะ

คอนโด High Rise คืออะไร ?

 ⊹ คอนโด High Rise หรือคอนโดสูงระฟ้า คือ คอนโดมิเนียมที่มีความสูง20 ชั้นขึ้นไป หรือมีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ตามกฎหมายควบคุมอาคาร อาคารประเภทนี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง แล้วต้องตั้งติดถนนที่มีความกว้างมากกว่า 10 เมตร ซึ่งเป็นคอนโดที่พบมากโดยเฉพาะย่านในเมือง มักจะเน้นวิวที่สวยงาม และมีจำนวนยูนิตค่อนข้างมาก

คอนโด Low Rise คืออะไร ?

คอนโด Low Rise คือ คอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 9 ชั้น หรือมีความสูงไม่เกิน 23 เมตร ตามกฎหมายควบคุมอาคาร คอนโดประเภทนี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายจำกัดความสูงของอาคาร หรือในย่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความสงบมากกว่า เช่น ในซอยย่อย หรือย่านชุมชนที่อยู่อาศัย แต่ต้องติดถนนที่มีความกว้างมากกว่า 6 เมตรขึ้นไป

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง

High Rise และ Low Rise

คอนโด High Rise

ความสูง : 8 ชั้นขึ้นไป หรือ 23 เมตรขึ้นไป
จำนวนยูนิต : มากกว่า
ทำเลที่ตั้ง : ใจกลางเมือง, ติดถนนใหญ่, ใกล้ BTS/MRT
วิวทิวทัศน์ : มักมีวิวเมืองที่สวยงาม, วิวสูง
ราคา : มักจะสูงกว่า
ความเป็นส่วนตัว : น้อยกว่า (จำนวนยูนิตเยอะ)
สิ่งอำนวยความสะดวก : หลากหลายและครบครันกว่า (สระว่ายน้ำใหญ่, ฟิตเนส, ห้องสมุด, Co-working space)

คอนโด Low Rise

ความสูง : ไม่เกิน 9 ชั้น หรือไม่เกิน 23 เมตร
จำนวนยูนิต : น้อยกว่า
ทำเลที่ตั้ง : ในซอย, ย่านที่อยู่อาศัย, ไม่ติดถนนใหญ่มากนัก
วิวทิวทัศน์ : วิวจำกัด, เน้นวิวภายในโครงการหรือวิวต้นไม้
ราคา : มักจะต่ำกว่า
ความเป็นส่วนตัว : มากกว่า (จำนวนยูนิตน้อย)
สิ่งอำนวยความสะดวก : มีน้อยกว่าหรือขนาดเล็กกว่า

ข้อดี-ข้อเสีย

คอนโด High Rise

ข้อดีคอนโด High Rise

วิวสวย: จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดคือวิวเมืองที่สวยงาม โดยเฉพาะห้องมุมสูง
ทำเลดีเยี่ยม: มักตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ แหล่งงาน และไลฟ์สไตล์
สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: มี Facilities ที่หลากหลายและใหญ่กว่า เช่น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน, ห้อง Co-working Space, ห้องสมุด, สวนลอยฟ้า เป็นต้น
มูลค่าเพิ่มในอนาคต: ทำเลที่ดีมักทำให้คอนโด High Rise มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น
ภาพลักษณ์หรูหรา: มักถูกออกแบบให้ดูทันสมัยและหรูหรา

ข้อเสียคอนโด High Rise

ราคาแพงกว่า: ด้วยทำเลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทำให้ราคาต่อตารางเมตรสูงกว่า Low Rise
ค่าส่วนกลางสูงกว่า: ค่าดูแลรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่า ทำให้ค่าส่วนกลางสูงตามไปด้วย
ความเป็นส่วนตัวน้อยกว่า: จำนวนยูนิตที่มากกว่า ทำให้มีผู้คนพลุกพล่านกว่า
การเข้า-ออกอาจใช้เวลานาน: ในชั่วโมงเร่งด่วน การใช้ลิฟต์อาจต้องรอนานกว่าปกติ
ความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ/ภัยพิบัติ: หากเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ การใช้ชีวิตในห้องสูงอาจไม่สะดวก

ข้อดี-ข้อเสีย

คอนโด Low Rise

ข้อดีคอนโด Low Rise

ราคาเข้าถึงง่ายกว่า: โดยรวมแล้วมีราคาที่จับต้องได้มากกว่า High Rise
ค่าส่วนกลางถูกกว่า: เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า ทำให้ค่าส่วนกลางถูกลง
ความเป็นส่วนตัวสูงกว่า: จำนวนยูนิตน้อยกว่า ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและเงียบสงบกว่า
ความรู้สึกอบอุ่นแบบบ้าน: บรรยากาศภายในโครงการมักจะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่า
การเข้า-ออกง่าย: ใช้ลิฟต์น้อยชั้นกว่า ทำให้การเข้า-ออกอาคารทำได้รวดเร็ว
ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ/ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก: การเดินทางในแนวราบสะดวกกว่า เหมาะกับคนที่ไม่ชอบขึ้นลิฟต์สูงๆ

ข้อเสียคอนโด Low Rise

วิวจำกัด: มักจะไม่มีวิวเมืองที่สวยงามเหมือน High Rise อาจเป็นวิวภายในโครงการหรือวิวจากห้องฝั่งตรงข้าม
ทำเลอาจไม่ติดถนนใหญ่: มักอยู่ในซอยย่อย หรือทำเลที่ต้องต่อรถเข้า-ออก
สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า: อาจมีแค่สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนสขนาดเล็ก หรือไม่มีเลย
การเดินทางอาจไม่สะดวกเท่า: หากไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือรถประจำทาง อาจต้องพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
มูลค่าเพิ่มในอนาคตอาจไม่โดดเด่นเท่า: หากไม่ได้อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงจริงๆ

สรุป: เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

การตัดสินใจเลือกคอนโด High Rise หรือ Low Rise ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และความต้องการของคุณเป็นหลัก:

⊹ ถ้าคุณเป็นคนเมืองตัวจริง ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง ชอบวิวสวยๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีงบประมาณที่พร้อมจ่าย คอนโด High Rise คือคำตอบ

 

⊹ ถ้าคุณชอบความสงบ เป็นส่วนตัว ต้องการคอนโดที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน มีงบประมาณจำกัด หรือไม่ชอบความวุ่นวายของคนจำนวนมาก คอนโด Low Rise อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

ไม่ว่าจะเป็นคอนโด High Rise หรือ Low Rise สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลโครงการอย่างละเอียด เข้าเยี่ยมชมโครงการจริง เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และพิจารณาความต้องการของตัวเองให้รอบด้าน เพื่อให้ได้คอนโดที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณมากที่สุดค่ะ!

อ้างอิง : ddproperty , lh.co.th

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Home ซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดีกว่ากัน?

Home ซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดีกว่ากัน?

⊹ สวัสดีค่ะ!! มาดูกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ การซื้อบ้านกับการเช่าบ้าน แบบไหนจะน่าสนใจกว่ากัน บอกเลยว่าไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายของแต่ละคนเลยค่ะ

ซื้อบ้าน: สร้างความมั่นคง เป็นสินทรัพย์ แต่ภาระเยอะกว่า

⊹ นอกจากนี้ การผ่อนบ้านยังเหมือนเป็นการ ออมเงินไปในตัว ทุกงวดที่เราจ่ายไป ส่วนหนึ่งจะไปลดเงินต้น ทำให้เรามีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าการซื้อบ้านก็มาพร้อมกับ ภาระทางการเงินที่มากกว่า ตั้งแต่เงินดาวน์ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าตกแต่ง ค่าเฟอร์นิเจอร์ ไหนจะค่าผ่อนบ้านรายเดือนที่ต้องรับผิดชอบไปอีกหลายปี แถมยังมีค่าใช้จ่ายจุกจิกในการบำรุงรักษา ซ่อมแซมบ้านตามมาอีก

⊹ สถานการณ์ปัจจุบัน: ดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจผันผวน ต้องคิดให้รอบคอบ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง การกู้เงินซื้อบ้านอาจจะต้องคิดหนักหน่อย เพราะภาระดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะสูงขึ้น ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงตามไปด้วย

⊹ นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา หากเราไม่มั่นใจในความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การเช่าบ้านอาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

เช่าบ้าน: อิสระ คล่องตัว แต่ไม่มีสินทรัพย์

การเช่าบ้านเนี่ย ข้อดีหลักๆ เลยคือ ความคล่องตัวสูง อยากย้ายเมื่อไหร่ก็ทำได้ง่ายกว่า ไม่ต้องผูกมัดกับที่อยู่อาศัยนานๆ เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน ยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักที่ไหน หรือคนที่ต้องการเก็บเงินก้อนเพื่อเป้าหมายอื่นก่อน

อีกข้อดีคือ ภาระทางการเงินเริ่มต้นน้อยกว่า ไม่ต้องมีเงินดาวน์ก้อนใหญ่ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบ้าน ค่าประกันภัย หรือภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นภาระของผู้ให้เช่าไป

แต่ข้อเสียของการเช่าบ้านก็มีนะคะ คือ ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง จ่ายค่าเช่าไปเท่าไหร่ก็เหมือนจ่ายทิ้งไป แถมยังต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าของบ้าน อาจจะมีการปรับขึ้นค่าเช่า หรือไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่าในอนาคต

แล้วแบบไหนน่าสนใจกว่ากัน?

อย่างที่บอกไปว่าไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ลองพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ดูนะคะ:

สถานะทางการเงิน: มีเงินออมมากน้อยแค่ไหน สามารถผ่อนบ้านได้โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือเปล่า

ความมั่นคงในหน้าที่การงาน: มั่นใจกับงานที่ทำอยู่มากน้อยแค่ไหน มีโอกาสย้ายที่ทำงานในอนาคตอันใกล้หรือไม่

เป้าหมายในชีวิต: ต้องการสร้างครอบครัว มีแผนที่จะปักหลักในระยะยาว หรือยังอยากมีอิสระในการเปลี่ยนแปลง

ไลฟ์สไตล์: ชอบความคล่องตัวในการย้ายที่อยู่ หรือชอบความมั่นคงและเป็นส่วนตัวของการมีบ้านเป็นของตัวเอง

สรุปง่ายๆ:

ซื้อบ้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความมั่นคง สร้างสินทรัพย์ มีแผนที่จะอยู่อาศัยในระยะยาว และมีความพร้อมทางการเงิน

เช่าบ้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัว ภาระเริ่มต้นน้อย ยังไม่พร้อมสำหรับภาระระยะยาว หรือยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักที่ไหน

⊹⊹ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจนะคะ ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียให้ดี แล้วเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์และเป้าหมายของคุณที่สุดคะ!!

อ้างอิง: lh.co.th

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Ideas ตกแต่งระเบียงคอนโดขนาดเล็ก ให้สวย เก๋ และใช้งานได้จริง

Ideas ตกแต่งระเบียงคอนโดขนาดเล็ก ให้สวย เก๋ และใช้งานได้จริง

Ideas ตกแต่งระเบียงคอนโดขนาดเล็ก ให้สวย เก๋ และใช้งานได้จริง

รวมไอเดียตกแต่งระเบียงคอนโดขนาดเล็กยอดนิยม! พบวิธีจัดระเบียงให้สวยงาม ใช้ประโยชน์ได้จริง แม้มีพื้นที่จำกัด พร้อมคำแนะนำในการเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่เหมาะสม.

1. เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม
* ขนาดกะทัดรัด: เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดพอดีกับพื้นที่ เช่น โต๊ะกลมเล็ก เก้าอี้พับเก็บได้ หรือโซฟาเบด
* หลายฟังก์ชั่น: เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถใช้งานได้หลายอย่าง เช่น โต๊ะกลางที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานได้
* วัสดุเบา: เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุเบา เช่น ไม้ไผ่ หรืออลูมิเนียม เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย

2. เพิ่มพื้นที่สีเขียว
* ต้นไม้ขนาดเล็ก: เลือกปลูกต้นไม้ขนาดเล็ก หรือไม้กระถางแขวน เพื่อประหยัดพื้นที่
* สวนแนวตั้ง: สร้างสวนแนวตั้งบนผนัง หรือใช้ชั้นวางหลายชั้นจัดเรียงต้นไม้
* สมุนไพร: ปลูกสมุนไพรไว้ใช้ทำอาหาร หรือดื่มชาก็เป็นไอเดียที่ดี

 

ตกแต่งระเบียงคอนโด, ตกแต่งระเบียงขนาดเล็ก, ไอเดียตกแต่งระเบียง, จัดสวนระเบียง, คอนโด, ขนาดเล็ก, พื้นที่จำกัด, เฟอร์นิเจอร์ระเบียง, ต้นไม้ระเบียง, DIY ระเบียง

3. จัดแสงให้สวยงาม
* ไฟประดับ: ใช้ไฟประดับตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น
* ไฟส่องสว่าง: เลือกใช้ไฟที่มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการใช้งาน
* ไฟตกแต่ง: ใช้ไฟตกแต่งเพื่อเน้นจุดเด่นของระเบียง

4. จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ
* ชั้นวาง: ใช้ชั้นวางติดผนังเพื่อจัดเก็บของใช้ต่างๆ
* กล่องเก็บของ: เลือกใช้กล่องเก็บของที่มีดีไซน์สวยงาม
* ตะกร้า: ใช้ตะกร้าแขวนเพื่อเก็บของชิ้นเล็กๆ

5. สร้างจุดเด่น
* ผนัง: ทาสีผนัง หรือติดวอลเปเปอร์ลายสวยๆ
* พรม: ปูพรมเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
* งานศิลปะ: ตกแต่งด้วยภาพวาด หรือของสะสม

ไอเดียเพิ่มเติม:

* มุมอ่านหนังสือ: จัดมุมเล็กๆ สำหรับอ่านหนังสือ โดยมีชั้นวางหนังสือ โคมไฟ และหมอนอิง
* มุมทำงาน: สร้างมุมทำงานเล็กๆ ด้วยโต๊ะพับเก็บได้ และเก้าอี้
* มุมพักผ่อน: จัดมุมพักผ่อนด้วยโซฟาขนาดเล็ก และหมอนอิงหลากสี

เคล็ดลับ:

* เลือกสี: เลือกใช้สีโทนสว่าง เพื่อให้ระเบียงดูโปร่ง โล่ง
* วัสดุ: เลือกใช้วัสดุที่ทนทานต่อสภาพอากาศ
* บำรุงรักษา: หมั่นทำความสะอาดระเบียงเป็นประจำ

เคล็ดลับจัดบ้านให้ปัง

* "ไอเดียดีๆ สำหรับมุมพักผ่อนสุดชิค เปลี่ยนระเบียงให้เป็นคาเฟ่ส่วนตัว ☕️"

คำแนะนำเพิ่มเติม:

* วัดขนาด: ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ ควรวัดขนาดของระเบียงก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าเฟอร์นิเจอร์จะพอดี
* งบประมาณ: กำหนดงบประมาณที่ต้องการใช้ เพื่อให้การตกแต่งเป็นไปตามแผน
* สไตล์: เลือกสไตล์การตกแต่งที่ชอบ เช่น มินิมอล โมเดิร์น หรือรัสติก

* หวังว่าไอเดียเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการตกแต่งระเบียงคอนโดของคุณนะคะ.

 

คำถามอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ:

* จะเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับระเบียงคอนโดขนาดเล็กยังไงดี?
* จะเลือกต้นไม้มาปลูกในระเบียงคอนโดแบบไหนดี?
* จะสร้างสวนแนวตั้งบนระเบียงคอนโดได้อย่างไร?

อ้างอิง : scghome

Join

Work With Me

เลือกคอนโดทิศไหนให้ตรงกับ Life Stlye

เลือกคอนโดทิศไหนให้ตรงกับ Life Stlye

⊹ แน่นอนค่ะ!! นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบายและการออกแบบโครงการที่ถูกใจแล้ว การเลือกทิศของคอนโดก็สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมันส่งผลต่อความรู้สึกในการอยู่อาศัย แสงสว่าง อุณหภูมิ และแม้แต่เรื่องของโชคลาภตามความเชื่อส่วนบุคคล

มาดูกันว่าแต่ละทิศมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และทิศไหนจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด

Z

ทิศเหนือ: เย็นสบายตลอดปี แต่แสงน้อยหน่อยนะ

⊹ ข้อดี: ห้องทางทิศเหนือจะได้รับแสงแดดโดยตรงน้อยที่สุด ทำให้ภายในห้องค่อนข้างเย็นสบายตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับคนที่ขี้ร้อน หรือชอบบรรยากาศสงบ ไม่ต้องการแสงแดดแรงๆ รบกวน

⊹ ข้อเสีย: แสงสว่างอาจจะไม่เพียงพอสำหรับคนที่ชอบห้องที่ดูสว่างสดใส อาจจะต้องเปิดไฟในช่วงกลางวันมากกว่าทิศอื่นๆ และอาจจะมีความชื้นมากกว่าในช่วงฤดูฝน

⊹ เหมาะกับ: คนที่ชอบความเงียบสงบ ไม่ชอบอากาศร้อน ทำงานที่บ้านและไม่ต้องการแสงแดดแยงตา หรือคนที่เน้นการพักผ่อนในช่วงกลางวัน

Z

ทิศใต้: ลมดี แสงพอดี ไม่ร้อนจัด

⊹ ข้อดี: ทิศใต้ถือเป็นทิศที่ได้รับความนิยม เพราะมีลมพัดถ่ายเทได้ดี อากาศเย็นสบาย แสงแดดส่องถึงแต่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ทำให้ห้องดูโปร่ง โล่งสบาย และไม่อับชื้น

⊹ ข้อเสีย: ในบางช่วงของวัน อาจจะมีแสงแดดส่องเข้ามาบ้าง แต่ก็ไม่นานเท่าทิศตะวันตก

⊹ เหมาะกับ: คนที่ชอบห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองส่วนใหญ่

Z

ทิศตะวันออก: รับแสงเช้า อากาศสดใส เริ่มต้นวันดีๆ

⊹ ข้อดี: ห้องที่หันไปทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงแดดยามเช้า ซึ่งเป็นแสงที่ไม่แรงมากและมีวิตามินดี ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เหมาะกับการเริ่มต้นวันใหม่

⊹ ข้อเสีย: ในช่วงบ่าย แสงแดดจะค่อยๆ หมดไป ทำให้ห้องอาจจะดูมืดลงบ้าง และในช่วงฤดูร้อน อาจจะได้รับความร้อนในช่วงเช้า

⊹ เหมาะกับ: คนที่ตื่นเช้า ชอบแสงแดดยามเช้า และต้องการห้องที่ได้รับแสงธรรมชาติในช่วงแรกของวัน

Z

ทิศตะวันตก: แดดแรงยามบ่าย ต้องเตรียมตัวรับมือ

⊹ ข้อดี: ห้องทิศตะวันตกจะได้รับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่าย ทำให้ผ้าที่ตากไว้แห้งง่าย

⊹ ข้อเสีย: เป็นทิศที่ร้อนที่สุด เพราะได้รับแสงแดดโดยตรงในช่วงที่อากาศร้อนจัด อาจจะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากกว่าทิศอื่นๆ ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น และเฟอร์นิเจอร์อาจจะเสื่อมสภาพเร็วกว่า

⊹ เหมาะกับ: คนที่ไม่ค่อยอยู่ห้องในช่วงกลางวันถึงบ่าย หรือคนที่ชอบตากผ้าให้แห้งเร็ว แต่ต้องเตรียมรับมือกับความร้อนและค่าไฟที่อาจจะสูงขึ้น

Z

แล้วจะเลือกทิศไหนให้ตรงกับ Life Style ของคุณ? ลองพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้:

⊹ คุณเป็นคนขี้ร้อนหรือไม่: ถ้าขี้ร้อนมาก ควรหลีกเลี่ยงทิศตะวันตก หรือเลือกห้องที่มีฉนวนกันความร้อนที่ดี

⊹ คุณชอบห้องที่สว่างมากน้อยแค่ไหน: ถ้าชอบห้องที่สว่างตลอดวัน ทิศใต้หรือตะวันออกอาจจะเหมาะกว่าทิศเหนือ

⊹ คุณใช้เวลาอยู่ในห้องช่วงไหนมากที่สุด: ถ้าอยู่ห้องช่วงบ่ายถึงเย็น อาจจะต้องพิจารณาเรื่องความร้อนของทิศตะวันตกเป็นพิเศษ

⊹ คุณให้ความสำคัญกับเรื่องลมและการถ่ายเทอากาศแค่ไหน: ทิศใต้เป็นทิศที่ลมพัดดี อากาศถ่ายเทสะดวก

⊹ ความเชื่อส่วนบุคคล: บางคนอาจจะมีความเชื่อเรื่องทิศทางลมและแสงแดดที่ส่งผลต่อโชคลาภและความเป็นสิริมงคล ก็สามารถนำมาพิจารณาได้เช่นกัน

Z

เคล็ดลับเพิ่มเติม:

⊹ ดูผังโครงการ: ลองดูผังโครงการว่าห้องแต่ละทิศมีวิวเป็นอย่างไร มีตึกอื่นบังแสงบังลมหรือไม่

⊹ สอบถามข้อมูล: สอบถามข้อมูลจากโครงการเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง การระบายความร้อน และทิศทางลมโดยรอบ

⊹ เยี่ยมชมห้องตัวอย่าง: ถ้าเป็นไปได้ ลองเยี่ยมชมห้องตัวอย่างในทิศที่คุณสนใจ เพื่อสัมผัสแสงและลมในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน

⊹ การเลือกทิศคอนโดให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการอยู่อาศัยในระยะยาว ลองพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้คอนโดที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณนะคะ!!

Say Hello!

065-632-7897
086-4401768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Contract สัญญาเปิดและสัญญาปิดต่างกันอย่างไร

Contract สัญญาเปิดและสัญญาปิดต่างกันอย่างไร

⊹ สำหรับใครที่กำลังคิดจะขายหรือปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด ที่ดิน หรืออื่นๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือการทำ สัญญาแต่งตั้งนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับนายหน้า เพื่อให้ช่วยดำเนินการหาผู้ซื้อหรือผู้เช่าให้

สัญญาแต่งตั้งนายหน้าฯ หลักๆ มีอยู่ 2 แบบ คือ สัญญาเปิด และ สัญญาปิด แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ลองมาดูกันแบบง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจและเลือกได้ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด

สัญญาเปิด (Open Listing)

 ⊹ สัญญาเปิด เปรียบเสมือนการ "เปิดกว้าง" ให้นายหน้าหลายๆ รายสามารถเข้ามาช่วยขายหรือปล่อยเช่าทรัพย์สินของเราได้ โดยที่เราไม่ได้ผูกมัดกับนายหน้ารายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ

ข้อดีของสัญญาเปิด:

มีโอกาสเข้าถึงนายหน้าได้หลากหลาย: เราสามารถติดต่อและทำงานร่วมกับนายหน้าหลายคนได้ ทำให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อหรือผู้เช่าได้มากขึ้น

เพิ่มโอกาสในการขาย/ปล่อยเช่าได้เร็วขึ้น: เมื่อมีนายหน้าหลายคนช่วยกันทำการตลาด โอกาสที่จะเจอผู้สนใจก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

มีความยืดหยุ่นสูง: เราสามารถยกเลิกสัญญากับนายหน้ารายใดก็ได้ หากไม่พอใจในการทำงาน หรือหากเราสามารถหาผู้ซื้อ/ผู้เช่าได้เอง โดยไม่ต้องเสียค่านายหน้า

จ่ายค่านายหน้าเฉพาะนายหน้าที่สามารถหาผู้ซื้อ/ผู้เช่าได้เท่านั้น: หากเราขายหรือปล่อยเช่าทรัพย์สินได้เอง โดยที่ไม่มีนายหน้าคนใดเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็ไม่ต้องเสียค่านายหน้า

ข้อเสียของสัญญาเปิด:

นายหน้าอาจไม่ทุ่มเทเท่าที่ควร: เนื่องจากมีการแข่งขันสูง และไม่มั่นใจว่าจะได้รับค่าตอบแทน นายหน้าบางรายอาจไม่ทุ่มเทเวลาและทรัพยากรในการทำการตลาดทรัพย์สินของเรามากนัก

การจัดการอาจยุ่งยาก: การติดต่อและประสานงานกับนายหน้าหลายๆ รายอาจทำให้เกิดความสับสนและเสียเวลาในการจัดการ

ข้อมูลทรัพย์สินอาจไม่เป็นเอกภาพ: นายหน้าแต่ละรายอาจนำเสนอข้อมูลทรัพย์สินของเราในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับผู้สนใจได้

อาจเกิดความขัดแย้งเรื่องค่านายหน้า: หากมีนายหน้าหลายรายอ้างว่าเป็นผู้พาผู้ซื้อ/ผู้เช่ามา อาจเกิดปัญหาในการตัดสินว่าใครคือผู้มีสิทธิ์ได้รับค่านายหน้า

สัญญาปิด (Exclusive Listing)

⊹ สัญญาปิด คือการที่เราตกลงมอบหมายให้นายหน้าเพียงรายเดียวเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิ์ในการขายหรือปล่อยเช่าทรัพย์สินของเราในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา

ข้อดีของสัญญาปิด:

นายหน้ามีความมุ่งมั่นและทุ่มเท: เนื่องจากนายหน้าได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการดำเนินการ พวกเขาจึงมีแรงจูงใจและทุ่มเทเวลา ทรัพยากร และความพยายามอย่างเต็มที่ในการทำการตลาดทรัพย์สินของเรา

การจัดการง่ายและเป็นระบบ: เราติดต่อและประสานงานกับนายหน้าเพียงรายเดียว ทำให้การจัดการราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อมูลทรัพย์สินมีความเป็นเอกภาพ: นายหน้าจะนำเสนอข้อมูลทรัพย์สินของเราในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานและถูกต้อง

ได้รับบริการที่ครบวงจร: นายหน้ามักจะให้คำปรึกษา ดูแลเอกสาร และดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย/เช่า อย่างครบถ้วน

ข้อเสียของสัญญาปิด:

มีทางเลือกของนายหน้าน้อย: เราต้องเลือกนายหน้าเพียงรายเดียว หากเลือกนายหน้าที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้การขาย/ปล่อยเช่าเป็นไปได้ช้า

อาจเสียค่านายหน้าแม้หาผู้ซื้อ/ผู้เช่าได้เอง: ในบางกรณีของสัญญาปิด หากเราสามารถหาผู้ซื้อ/ผู้เช่าได้เองในช่วงระยะเวลาสัญญา เราก็ยังคงต้องเสียค่านายหน้าให้กับนายหน้าที่เราทำสัญญาด้วย (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญา)

การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดอาจมีค่าใช้จ่าย: หากเราต้องการยกเลิกสัญญาก่อนระยะเวลาที่กำหนด อาจมีค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญา

สรุปง่ายๆ: เลือกแบบไหนดี?

⊹ การเลือกว่าจะทำสัญญาแต่งตั้งนายหน้าแบบเปิดหรือแบบปิด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความต้องการของเรา

สัญญาเปิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อ/ผู้เช่าให้มากที่สุด มีเวลาในการจัดการและประสานงานกับนายหน้าหลายราย และมั่นใจว่าสามารถดูแลการตลาดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเอง

สัญญาปิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย มีนายหน้าที่ไว้วางใจ และต้องการให้นายหน้าทุ่มเทและให้บริการอย่างเต็มที่ในการดำเนินการขาย/ปล่อยเช่า

คำแนะนำเพิ่มเติม:

อ่านสัญญาอย่างละเอียด: ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเปิดหรือสัญญาปิด ควรอ่านรายละเอียดในสัญญาอย่างรอบคอบ ทำความเข้าใจในเงื่อนไข ข้อตกลง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนลงนาม

เลือกนายหน้าที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์: ควรศึกษาประวัติการทำงาน รีวิวจากลูกค้าเก่า และสอบถามข้อมูลจากคนรู้จัก เพื่อเลือกนายหน้าที่เหมาะสมกับทรัพย์สินของเรา

เจรจาเงื่อนไขในสัญญา: สามารถเจรจาเรื่องระยะเวลาสัญญา อัตราค่านายหน้า และเงื่อนไขอื่นๆ ในสัญญาให้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย

⊹⊹ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่างสัญญาแต่งตั้งนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แบบเปิดและแบบปิดได้ง่ายขึ้น และสามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบสัญญาที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้นะคะ.

อ้างอิง: bangkokassets 

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Pin It on Pinterest