บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

บ้านมือสอง Vs บ้านใหม่

การซื้อบ้านถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การจะเลือกบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ล้วนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของข้อดีและข้อเสียของบ้านแต่ละประเภท เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านในฝันของคุณ

บ้านมือสอง

บ้านมือสอง คือ บ้านที่เคยมีเจ้าของหรือผู้ครอบครองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่สร้างมานานหลายสิบปี หรือเพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่นานก็ตาม

ข้อดีของบ้านมือสอง :

  • ราคาที่จับต้องได้มากกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านมือสองมักมีราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัด หรือต้องการบ้านที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในราคาที่เอื้อมถึง

  • ทำเลที่ตั้ง:

บ้านมือสองหลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่พัฒนาแล้ว มีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจหาได้ยากในโครงการบ้านใหม่ที่มักจะอยู่รอบนอกเมือง

  • ความหลากหลายของตัวเลือก:

ตลาดบ้านมือสองมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งรูปแบบบ้าน ขนาดพื้นที่ และสไตล์การตกแต่ง ทำให้คุณมีโอกาสหาบ้านที่ตรงกับความต้องการและรสนิยมได้ง่ายขึ้น

  • สวนและภูมิทัศน์ที่พร้อมใช้งาน:

บ้านมือสองหลายแห่งมีสวนและภูมิทัศน์ที่ปลูกสร้างไว้อย่างดีแล้ว ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดสวนเพิ่มเติม

  • สามารถเข้าอยู่ได้ทันที:

หากสภาพบ้านพร้อมอยู่ คุณสามารถย้ายเข้าได้ทันที ไม่ต้องรอการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ

  • ศักยภาพในการต่อเติมหรือปรับปรุง:

คุณมีอิสระในการปรับปรุงหรือต่อเติมบ้านตามความต้องการและงบประมาณ ทำให้บ้านเป็นสไตล์ของคุณเอง

ข้อเสียของบ้านมือสอง:

  • ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซม:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีสภาพทรุดโทรม หรือมีปัญหาที่มองไม่เห็นในตอนแรก เช่น ปัญหาระบบประปา ไฟฟ้า หรือโครงสร้าง ซึ่งอาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูง

  • ดีไซน์ที่ล้าสมัย:

บ้านมือสองบางหลังอาจมีการออกแบบที่ล้าสมัย ไม่ตรงกับเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน

  • เทคโนโลยีและวัสดุที่เก่ากว่า:

ระบบสาธารณูปโภค เช่น ท่อประปา สายไฟ อาจเป็นแบบเก่า ไม่ทันสมัยเท่าบ้านใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานและความปลอดภัย

  • ความกังวลเรื่องโครงสร้างและปัญหาแฝง:

การตรวจสอบสภาพบ้านด้วยตนเองอาจไม่เพียงพอ ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบเพื่อประเมินความเสี่ยง

  • การแข่งขันในการซื้อ:

บ้านมือสองในทำเลดีและราคาเหมาะสมมักมีการแข่งขันสูง อาจต้องตัดสินใจรวดเร็ว

บ้านใหม่

บ้านใหม่ คือ บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จ หรือกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่มักเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านจัดสรร

ข้อดีของบ้านใหม่:

  • ดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชันการใช้งานครบครัน:

บ้านใหม่ได้รับการออกแบบตามเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบัน มีการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

  • โครงสร้างที่แข็งแรงและได้มาตรฐาน:

บ้านใหม่สร้างขึ้นตามมาตรฐานการก่อสร้างล่าสุด โดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ทำให้มั่นใจได้ในความแข็งแรงทนทาน

  • เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ:

บ้านใหม่มักติดตั้งระบบที่ทันสมัย เช่น ระบบสมาร์ทโฮม ระบบประหยัดพลังงาน หรือฉนวนกันความร้อน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

  • การรับประกันจากผู้พัฒนาโครงการ:

ผู้พัฒนาโครงการมักมีการรับประกันโครงสร้างและงานระบบต่างๆ ทำให้คุณอุ่นใจได้หากเกิดปัญหาในช่วงแรก

  • ความปลอดภัยที่เหนือกว่า:

โครงการบ้านใหม่มักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น กล้องวงจรปิด รปภ. ตลอด 24 ชั่วโมง หรือระบบเข้า-ออกด้วยคีย์การ์ด

  • สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ:

โครงการบ้านใหม่หลายแห่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือคลับเฮาส์ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

  • ลดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมในระยะแรก:

เนื่องจากเป็นบ้านใหม่ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในระยะแรกที่เข้าอยู่

ข้อเสียของบ้านใหม่:

  • ราคาสูงกว่า:

โดยทั่วไปแล้ว บ้านใหม่มักมีราคาสูงกว่าบ้านมือสองในทำเลและขนาดเดียวกัน

  • ทำเลที่ตั้ง:

โครงการบ้านใหม่มักจะตั้งอยู่ในบริเวณรอบนอกเมือง หรือที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนามากนัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเดินทางนานขึ้น

  • ระยะเวลาการรอคอย:

หากซื้อบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงหนึ่งปี

  • ค่าส่วนกลาง:

โครงการบ้านใหม่มักมีค่าส่วนกลางที่ต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ภูมิทัศน์ที่ยังไม่สมบูรณ์:

สวนและต้นไม้ในโครงการใหม่มักจะยังไม่โตเต็มที่ ต้องใช้เวลาในการเติบโตและตกแต่งเพิ่มเติม

  • ไม่สามารถต่อรองราคาได้มากนัก:

ราคาของบ้านใหม่มักจะถูกกำหนดไว้แล้ว การต่อรองราคาอาจทำได้ไม่มากนัก

สรุป: คุณควรเลือกแบบไหนดี?

การตัดสินใจเลือกระหว่างบ้านมือสองและบ้านใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบประมาณ:

หากงบประมาณจำกัดและต้องการราคาที่จับต้องได้ บ้านมือสองอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

  • ทำเลที่ตั้ง:

หากต้องการทำเลที่สะดวกสบาย ใกล้เมืองและสิ่งอำนวยความสะดวก บ้านมือสองอาจมีตัวเลือกมากกว่า

  • ความพร้อมในการเข้าอยู่:

หากต้องการย้ายเข้าทันที บ้านมือสองที่พร้อมอยู่คือคำตอบ แต่หากมีเวลาและต้องการบ้านที่ไม่มีปัญหาจุกจิก บ้านใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี

  • ความต้องการด้านดีไซน์และเทคโนโลยี:

หากชื่นชอบความทันสมัย เทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม บ้านใหม่ตอบโจทย์มากกว่า

  • ความเต็มใจที่จะปรับปรุงซ่อมแซม:

หากมีเวลาและพร้อมที่จะลงทุนกับการปรับปรุงบ้านให้เป็นสไตล์ของตัวเอง บ้านมือสองก็ให้โอกาสนั้น

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • สำรวจตลาด:

ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสองหรือบ้านใหม่ ควรใช้เวลาในการสำรวจตลาด เปรียบเทียบราคา ทำเล และสภาพบ้านอย่างละเอียด

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ:

หากไม่แน่ใจเรื่องสภาพบ้านมือสอง ควรจ้างผู้ตรวจสอบอาคารมืออาชีพมาตรวจสอบ หรือปรึกษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความรู้

  • วางแผนการเงิน:

พิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาบ้าน แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายในการโอน ภาษี ค่าปรับปรุงซ่อมแซม (สำหรับบ้านมือสอง) และค่าส่วนกลาง (สำหรับบ้านใหม่)

เลือกบ้านในฝันที่ใช่สำหรับคุณ: บ้านมือสองหรือบ้านใหม่?
ไม่ว่าคุณกำลังมองหาบ้านมือสองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หรือบ้านใหม่ที่พร้อมให้คุณสร้างสรรค์ในแบบของคุณเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการค้นหาบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราขอเป็นกำลังใจให้คุณกับการเดินทางเพื่อค้นหาบ้านในฝันของคุณ!

อ้างอิง: kasikornbank

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise เลือกแบบไหนดี?

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise เลือกแบบไหนดี?

นี่คือบทความเกี่ยวกับ คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise ที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดค่ะ

คอนโด High Rise Vs คอนโด Low Rise: เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

 ⊹ ในยุคที่ที่ดินในเมืองมีจำกัด "คอนโดมิเนียม" หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า "คอนโด" กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตใกล้แหล่งงาน แหล่งช้อปปิ้ง หรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่รู้หรือไม่ว่าคอนโดเองก็มีหลายประเภท และหนึ่งในประเภทที่คนมักสับสนกันก็คือ "คอนโด High Rise" และ "คอนโด Low Rise" แล้วสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร? มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง? มาดูกันค่ะ

คอนโด High Rise คืออะไร ?

 ⊹ คอนโด High Rise หรือคอนโดสูงระฟ้า คือ คอนโดมิเนียมที่มีความสูง20 ชั้นขึ้นไป หรือมีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป ตามกฎหมายควบคุมอาคาร อาคารประเภทนี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง แล้วต้องตั้งติดถนนที่มีความกว้างมากกว่า 10 เมตร ซึ่งเป็นคอนโดที่พบมากโดยเฉพาะย่านในเมือง มักจะเน้นวิวที่สวยงาม และมีจำนวนยูนิตค่อนข้างมาก

คอนโด Low Rise คืออะไร ?

คอนโด Low Rise คือ คอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 9 ชั้น หรือมีความสูงไม่เกิน 23 เมตร ตามกฎหมายควบคุมอาคาร คอนโดประเภทนี้มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายจำกัดความสูงของอาคาร หรือในย่านที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและความสงบมากกว่า เช่น ในซอยย่อย หรือย่านชุมชนที่อยู่อาศัย แต่ต้องติดถนนที่มีความกว้างมากกว่า 6 เมตรขึ้นไป

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง

High Rise และ Low Rise

คอนโด High Rise

ความสูง : 8 ชั้นขึ้นไป หรือ 23 เมตรขึ้นไป
จำนวนยูนิต : มากกว่า
ทำเลที่ตั้ง : ใจกลางเมือง, ติดถนนใหญ่, ใกล้ BTS/MRT
วิวทิวทัศน์ : มักมีวิวเมืองที่สวยงาม, วิวสูง
ราคา : มักจะสูงกว่า
ความเป็นส่วนตัว : น้อยกว่า (จำนวนยูนิตเยอะ)
สิ่งอำนวยความสะดวก : หลากหลายและครบครันกว่า (สระว่ายน้ำใหญ่, ฟิตเนส, ห้องสมุด, Co-working space)

คอนโด Low Rise

ความสูง : ไม่เกิน 9 ชั้น หรือไม่เกิน 23 เมตร
จำนวนยูนิต : น้อยกว่า
ทำเลที่ตั้ง : ในซอย, ย่านที่อยู่อาศัย, ไม่ติดถนนใหญ่มากนัก
วิวทิวทัศน์ : วิวจำกัด, เน้นวิวภายในโครงการหรือวิวต้นไม้
ราคา : มักจะต่ำกว่า
ความเป็นส่วนตัว : มากกว่า (จำนวนยูนิตน้อย)
สิ่งอำนวยความสะดวก : มีน้อยกว่าหรือขนาดเล็กกว่า

ข้อดี-ข้อเสีย

คอนโด High Rise

ข้อดีคอนโด High Rise

วิวสวย: จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดคือวิวเมืองที่สวยงาม โดยเฉพาะห้องมุมสูง
ทำเลดีเยี่ยม: มักตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เดินทางสะดวก ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ แหล่งงาน และไลฟ์สไตล์
สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: มี Facilities ที่หลากหลายและใหญ่กว่า เช่น สระว่ายน้ำขนาดใหญ่, ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน, ห้อง Co-working Space, ห้องสมุด, สวนลอยฟ้า เป็นต้น
มูลค่าเพิ่มในอนาคต: ทำเลที่ดีมักทำให้คอนโด High Rise มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น
ภาพลักษณ์หรูหรา: มักถูกออกแบบให้ดูทันสมัยและหรูหรา

ข้อเสียคอนโด High Rise

ราคาแพงกว่า: ด้วยทำเลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทำให้ราคาต่อตารางเมตรสูงกว่า Low Rise
ค่าส่วนกลางสูงกว่า: ค่าดูแลรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากกว่า ทำให้ค่าส่วนกลางสูงตามไปด้วย
ความเป็นส่วนตัวน้อยกว่า: จำนวนยูนิตที่มากกว่า ทำให้มีผู้คนพลุกพล่านกว่า
การเข้า-ออกอาจใช้เวลานาน: ในชั่วโมงเร่งด่วน การใช้ลิฟต์อาจต้องรอนานกว่าปกติ
ความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ/ภัยพิบัติ: หากเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ การใช้ชีวิตในห้องสูงอาจไม่สะดวก

ข้อดี-ข้อเสีย

คอนโด Low Rise

ข้อดีคอนโด Low Rise

ราคาเข้าถึงง่ายกว่า: โดยรวมแล้วมีราคาที่จับต้องได้มากกว่า High Rise
ค่าส่วนกลางถูกกว่า: เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า ทำให้ค่าส่วนกลางถูกลง
ความเป็นส่วนตัวสูงกว่า: จำนวนยูนิตน้อยกว่า ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและเงียบสงบกว่า
ความรู้สึกอบอุ่นแบบบ้าน: บรรยากาศภายในโครงการมักจะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่า
การเข้า-ออกง่าย: ใช้ลิฟต์น้อยชั้นกว่า ทำให้การเข้า-ออกอาคารทำได้รวดเร็ว
ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ/ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก: การเดินทางในแนวราบสะดวกกว่า เหมาะกับคนที่ไม่ชอบขึ้นลิฟต์สูงๆ

ข้อเสียคอนโด Low Rise

วิวจำกัด: มักจะไม่มีวิวเมืองที่สวยงามเหมือน High Rise อาจเป็นวิวภายในโครงการหรือวิวจากห้องฝั่งตรงข้าม
ทำเลอาจไม่ติดถนนใหญ่: มักอยู่ในซอยย่อย หรือทำเลที่ต้องต่อรถเข้า-ออก
สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่า: อาจมีแค่สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนสขนาดเล็ก หรือไม่มีเลย
การเดินทางอาจไม่สะดวกเท่า: หากไม่ได้อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือรถประจำทาง อาจต้องพึ่งพาการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
มูลค่าเพิ่มในอนาคตอาจไม่โดดเด่นเท่า: หากไม่ได้อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงจริงๆ

สรุป: เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

การตัดสินใจเลือกคอนโด High Rise หรือ Low Rise ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และความต้องการของคุณเป็นหลัก:

⊹ ถ้าคุณเป็นคนเมืองตัวจริง ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง ชอบวิวสวยๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมีงบประมาณที่พร้อมจ่าย คอนโด High Rise คือคำตอบ

 

⊹ ถ้าคุณชอบความสงบ เป็นส่วนตัว ต้องการคอนโดที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน มีงบประมาณจำกัด หรือไม่ชอบความวุ่นวายของคนจำนวนมาก คอนโด Low Rise อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

ไม่ว่าจะเป็นคอนโด High Rise หรือ Low Rise สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลโครงการอย่างละเอียด เข้าเยี่ยมชมโครงการจริง เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และพิจารณาความต้องการของตัวเองให้รอบด้าน เพื่อให้ได้คอนโดที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคุณมากที่สุดค่ะ!

อ้างอิง : ddproperty , lh.co.th

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

HOME ดูบ้านหน้าฝน: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

HOME ดูบ้านหน้าฝน: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

อสังหาน่ารู้

by p.chayapas | May 15, 2025

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูบ้านหน้าฝนให้ได้ประโยชน์สูงสุด

สวัสดีค่ะคุณลูกค้าที่น่ารักทุกท่าน! วันนี้เปิ้ลจะมาคุยสบายๆ สไตล์คนกันเองถึงเรื่อง "ดูบ้านหน้าฝน" หลายคนอาจจะคิดว่า "โอ๊ย! หน้าฝน รถก็ติด น้ำก็ท่วม จะไปดูบ้านไหวเหรอ?" เปิ้ลเข้าใจเลยค่ะ แต่เชื่อไหมค่ะว่าการดูบ้านในช่วงหน้าฝน มันก็มีข้อดีที่หลายคนคาดไม่ถึงเลยนะคะ แถมเรายังได้เห็นอะไรพิเศษๆ ที่ฤดูอื่นมองข้ามไปอีกด้วย!

มาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า ข้อดีของการดูบ้านหน้าฝน มีอะไรบ้าง:

  • ห็นของจริง ไม่มีหมกเม็ดเรื่องน้ำ: นี่แหละค่ะไฮไลท์! หน้าฝนตกหนักๆ เราจะได้เห็นเลยว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณบ้านไหม ท่อระบายน้ำเป็นยังไง น้ำไหลเร็ว ระบายทัน หรือเอื่อยเฉื่อยจนน่าห่วง ถ้าเจอที่น้ำท่วมซ้ำซาก เราจะได้รู้แต่เนิ่นๆ ตัดสินใจได้ทัน ไม่ต้องมาปวดหัวทีหลังแน่นอนค่ะ
  • เช็กระบบระบายน้ำรอบบ้าน: นอกจากในบ้านแล้ว รอบๆ บ้านก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ลองสังเกตดูว่าน้ำฝนที่ตกลงมามีการระบายที่ดีไหม ไหลลงท่อสะดวก หรือมีแอ่งน้ำขังตามทางเดิน สนามหญ้า ถ้าเจอปัญหาตรงนี้ จะได้คุยกับโครงการเรื่องการแก้ไขก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ
  • สำรวจรอยรั่วซึมแบบเน้นๆ: ฝนตกหนักๆ นี่แหละค่ะคือตัวช่วยชั้นดีในการตรวจสอบรอยรั่วซึมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ผนัง ขอบหน้าต่าง หรือประตู ถ้ามีปัญหา เราจะได้เห็นคราบน้ำ หรือร่องรอยความชื้นให้เห็นชัดๆ ไปเลยค่ะ
  • ต่อรองราคา: ในช่วงหน้าฝน อาจจะไม่ใช่ช่วงที่คนออกมาดูบ้านกันเยอะเท่าไหร่ ทำให้เราอาจจะมีโอกาสในการต่อรองราคาได้มากขึ้นค่ะ

แต่แน่นอนค่ะว่าการดูบ้านหน้าฝนก็ต้อง เจอกับอุปสรรค เหมือนกัน:

  • การเดินทางที่แสนจะท้าทาย: อันนี้ยอมรับเลยค่ะ ฝนตกหนักๆ รถติด น้ำท่วม ทำให้การเดินทางไปดูบ้านเป็นเรื่องที่เหนื่อยและเสียเวลามากขึ้น ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางเยอะๆ เลยค่ะ
  • ความไม่สะดวกในการเดินสำรวจ: พื้นเปียก ลื่น เฉอะแฉะ อาจจะทำให้เราไม่สะดวกในการเดินสำรวจรอบๆ บ้าน หรือบริเวณโครงการได้อย่างเต็มที่ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ
  • ทัศนียภาพที่ไม่สวยงามเท่าที่ควร: วันที่ฝนตก ฟ้าครึ้ม อาจจะทำให้เรามองเห็นรายละเอียดของบ้าน หรือบรรยากาศโดยรวมของโครงการได้ไม่ชัดเจนเท่าวันที่อากาศแจ่มใส
  • อาจจะไม่ได้เห็นกิจกรรมส่วนกลาง: ถ้าฝนตกหนัก กิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ ของโครงการ เช่น สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น อาจจะปิดให้บริการ ทำให้เราไม่เห็นภาพการใช้งานจริง
  • ความเสี่ยงต่อสุขภาพ: การเดินทางฝ่าฝนอาจจะทำให้เราไม่สบายได้ อย่าลืมพกร่ม เสื้อกันฝน และดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

แล้วเราควรทำยังไงดี?

ถ้าคุณลูกค้ามีความสนใจบ้านหลังไหนเป็นพิเศษ และสะดวกที่จะเดินทางในช่วงหน้าฝนได้ เปิ้ลแนะนำว่าลองนัดเข้ามาดูบ้านได้เลยค่ะ แต่ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม อาจจะโทรนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเช็กสภาพอากาศ และสอบถามถึงความพร้อมของบ้านที่จะเข้าชม

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • โทรนัดหมายล่วงหน้า: เพื่อให้เราได้เตรียมตัวต้อนรับคุณลูกค้าอย่างดี และตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม: ร่ม เสื้อกันฝน รองเท้าที่กันน้ำได้ ทิชชู่เปียก อย่าให้ฝนเป็นอุปสรรคค่ะ
  • เผื่อเวลาเดินทาง: รถอาจจะติดกว่าปกติ ออกเดินทางก่อนเวลานัดหมายสักหน่อยก็ดีค่ะ
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: อย่าลังเลที่จะสอบถามทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับบ้านและโครงการในช่วงหน้าฝนนะคะ

สุดท้ายนี้ เปิ้ลอยากจะบอกว่า การดูบ้านไม่ว่าจะฤดูไหน ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปค่ะ สำคัญที่สุดคือการที่เราได้เห็นบ้านในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง และได้ข้อมูลครบถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณลูกค้าเองคะ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการนัดหมายเข้าชมบ้าน สามารถติดต่อเปิ้ลได้ตลอดเลยนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ! 😊

Home ซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดีกว่ากัน?

Home ซื้อบ้านหรือเช่าบ้านดีกว่ากัน?

⊹ สวัสดีค่ะ!! มาดูกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ การซื้อบ้านกับการเช่าบ้าน แบบไหนจะน่าสนใจกว่ากัน บอกเลยว่าไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายของแต่ละคนเลยค่ะ

ซื้อบ้าน: สร้างความมั่นคง เป็นสินทรัพย์ แต่ภาระเยอะกว่า

⊹ นอกจากนี้ การผ่อนบ้านยังเหมือนเป็นการ ออมเงินไปในตัว ทุกงวดที่เราจ่ายไป ส่วนหนึ่งจะไปลดเงินต้น ทำให้เรามีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่แน่นอนว่าการซื้อบ้านก็มาพร้อมกับ ภาระทางการเงินที่มากกว่า ตั้งแต่เงินดาวน์ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าตกแต่ง ค่าเฟอร์นิเจอร์ ไหนจะค่าผ่อนบ้านรายเดือนที่ต้องรับผิดชอบไปอีกหลายปี แถมยังมีค่าใช้จ่ายจุกจิกในการบำรุงรักษา ซ่อมแซมบ้านตามมาอีก

⊹ สถานการณ์ปัจจุบัน: ดอกเบี้ยสูง เศรษฐกิจผันผวน ต้องคิดให้รอบคอบ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง การกู้เงินซื้อบ้านอาจจะต้องคิดหนักหน่อย เพราะภาระดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือนจะสูงขึ้น ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนสูงตามไปด้วย

⊹ นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา หากเราไม่มั่นใจในความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว การเช่าบ้านอาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

เช่าบ้าน: อิสระ คล่องตัว แต่ไม่มีสินทรัพย์

การเช่าบ้านเนี่ย ข้อดีหลักๆ เลยคือ ความคล่องตัวสูง อยากย้ายเมื่อไหร่ก็ทำได้ง่ายกว่า ไม่ต้องผูกมัดกับที่อยู่อาศัยนานๆ เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตทำงาน ยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักที่ไหน หรือคนที่ต้องการเก็บเงินก้อนเพื่อเป้าหมายอื่นก่อน

อีกข้อดีคือ ภาระทางการเงินเริ่มต้นน้อยกว่า ไม่ต้องมีเงินดาวน์ก้อนใหญ่ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบ้าน ค่าประกันภัย หรือภาษีที่ดิน ซึ่งเป็นภาระของผู้ให้เช่าไป

แต่ข้อเสียของการเช่าบ้านก็มีนะคะ คือ ไม่มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง จ่ายค่าเช่าไปเท่าไหร่ก็เหมือนจ่ายทิ้งไป แถมยังต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าของบ้าน อาจจะมีการปรับขึ้นค่าเช่า หรือไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่าในอนาคต

แล้วแบบไหนน่าสนใจกว่ากัน?

อย่างที่บอกไปว่าไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ลองพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ดูนะคะ:

สถานะทางการเงิน: มีเงินออมมากน้อยแค่ไหน สามารถผ่อนบ้านได้โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ หรือเปล่า

ความมั่นคงในหน้าที่การงาน: มั่นใจกับงานที่ทำอยู่มากน้อยแค่ไหน มีโอกาสย้ายที่ทำงานในอนาคตอันใกล้หรือไม่

เป้าหมายในชีวิต: ต้องการสร้างครอบครัว มีแผนที่จะปักหลักในระยะยาว หรือยังอยากมีอิสระในการเปลี่ยนแปลง

ไลฟ์สไตล์: ชอบความคล่องตัวในการย้ายที่อยู่ หรือชอบความมั่นคงและเป็นส่วนตัวของการมีบ้านเป็นของตัวเอง

สรุปง่ายๆ:

ซื้อบ้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความมั่นคง สร้างสินทรัพย์ มีแผนที่จะอยู่อาศัยในระยะยาว และมีความพร้อมทางการเงิน

เช่าบ้าน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคล่องตัว ภาระเริ่มต้นน้อย ยังไม่พร้อมสำหรับภาระระยะยาว หรือยังไม่แน่ใจว่าจะปักหลักที่ไหน

⊹⊹ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจนะคะ ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียให้ดี แล้วเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์กับสถานการณ์และเป้าหมายของคุณที่สุดคะ!!

อ้างอิง: lh.co.th

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Condo คู่มือเตรียมตัวซื้อคอนโดฉบับเข้าใจง่าย

Condo คู่มือเตรียมตัวซื้อคอนโดฉบับเข้าใจง่าย

⊹ สวัสดีค่ะ! กำลังมองหาคอนโดสักห้องอยู่ใช่ไหมค่ะ? เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญเลยทีเดียว ก่อนที่จะเคาะเลือกห้องที่ถูกใจ มีหลายเรื่องที่เราควรจะพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อให้การซื้อคอนโดครั้งนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตของเราในระยะยาว มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

1. ทำเลที่ตั้ง: หัวใจสำคัญของการอยู่อาศัย

 ⊹ ทำเลที่ตั้งนี่เรียกได้ว่าเป็นอันดับแรกๆ ที่ต้องคิดถึงเลยค่ะ ลองถามตัวเองดูว่าคอนโดที่เราสนใจนั้นอยู่ใกล้กับอะไรบ้าง:

* ที่ทำงาน/โรงเรียน/มหาวิทยาลัย: เดินทางสะดวกไหม ใช้เวลานานแค่ไหน มีรถสาธารณะผ่านหรือเปล่า

* สิ่งอำนวยความสะดวก: ใกล้ห้างสรรพสินค้า ตลาด ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาล สวนสาธารณะ หรือสถานที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวันหรือเปล่า

* การเดินทาง: นอกจากรถส่วนตัวแล้ว มีรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือเรือ ให้เลือกใช้ไหม การเดินทางเชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของเมืองสะดวกแค่ไหน

* สภาพแวดล้อม: บริเวณโดยรอบคอนโดเป็นอย่างไร ปลอดภัย เงียบสงบ หรือคึกคักวุ่นวาย ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเราไหม

2. งบประมาณ: กำหนดขอบเขตการลงทุน

⊹ เรื่องเงินๆ ทองๆ นี่สำคัญสุดๆ ค่ะ ก่อนจะเริ่มดูคอนโด ควรกำหนดงบประมาณที่ชัดเจนว่าเราสามารถผ่อนชำระได้เดือนละเท่าไหร่ มีเงินดาวน์เท่าไหร่ อย่าลืมเผื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมาด้วยนะคะ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจดจำนอง ค่าส่วนกลาง และค่าตกแต่ง

* ราคาคอนโด: เหมาะสมกับกำลังซื้อของเราหรือไม่

* เงินดาวน์: มีเพียงพอไหม หรือต้องวางแผนเก็บเงินเพิ่ม

* ค่าผ่อนรายเดือน: คำนวณดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนให้ดี จะได้รู้ว่าภาระต่อเดือนเท่าไหร่

* ค่าใช้จ่ายแฝง: อย่าลืมค่าส่วนกลาง ค่าประกันอัคคีภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

3. ขนาดและรูปแบบห้อง: ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

⊹ ลองคิดดูว่าเราอยู่คนเดียว อยู่เป็นคู่ หรือมีครอบครัว ขนาดห้องที่เหมาะสมคือเท่าไหร่ ต้องการกี่ห้องนอน กี่ห้องน้ำ รูปแบบห้องเป็นแบบไหนที่ชอบ มีระเบียงไหม ฟังก์ชันการใช้งานตอบโจทย์เราหรือเปล่า

* จำนวนห้อง: เพียงพอต่อจำนวนผู้อยู่อาศัยและความต้องการของเราหรือไม่

* การจัดวาง: Layout ของห้องเป็นอย่างไร โปร่ง โล่ง หรืออึดอัด ฟังก์ชันการใช้งานเหมาะสมไหม

* วัสดุและการตกแต่ง: คุณภาพของวัสดุเป็นอย่างไร ชอบสไตล์การตกแต่งแบบไหน

4. สิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ: เพิ่มความสะดวกสบาย

⊹ คอนโดสมัยใหม่มักมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ลูกบ้านได้ใช้ร่วมกัน ลองดูว่าโครงการที่เราสนใจมีอะไรบ้าง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเราหรือไม่ เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส Co-working space สวนหย่อม ระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถ

* มีอะไรบ้าง: โครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เราสนใจและได้ใช้งานจริงหรือไม่

* สภาพการใช้งาน: สิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งานหรือไม่

* ค่าส่วนกลาง: ค่าส่วนกลางสมเหตุสมผลกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับหรือไม่

5. ชื่อเสียงและคุณภาพของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์:

⊹ การเลือกซื้อคอนโดจากบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือจะช่วยลดความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ลองศึกษาประวัติผลงานโครงการที่ผ่านมา รีวิวจากลูกบ้านเก่า และความมั่นคงของบริษัท

* ประสบการณ์: บริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการคอนโดมากน้อยแค่ไหน

* ผลงานที่ผ่านมา: โครงการที่ผ่านมามีคุณภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาตามมาหรือไม่

* ความน่าเชื่อถือ: บริษัทมีความมั่นคงทางการเงินและมีชื่อเสียงที่ดีหรือไม่

6. กฎระเบียบของโครงการ:

⊹ แต่ละโครงการคอนโดจะมีกฎระเบียบที่แตกต่างกันไป ลองสอบถามและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การจอดรถ การใช้พื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับกฎเหล่านั้นได้

7. โอกาสในการลงทุนในอนาคต:

⊹ หากมองการณ์ไกล การพิจารณาถึงโอกาสในการปล่อยเช่าหรือขายต่อในอนาคตก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทำเลที่มีศักยภาพ การคมนาคมสะดวก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มักจะเป็นที่ต้องการของตลาด

ก่อนตัดสินใจซื้อ อย่าลืม:

* เยี่ยมชมห้องตัวอย่าง: ไปดูห้องตัวอย่างจริง เพื่อสัมผัสบรรยากาศและดูรายละเอียดต่างๆ

* สอบถามข้อมูลให้ละเอียด: อย่าลังเลที่จะถามเจ้าหน้าที่ขายเกี่ยวกับทุกข้อสงสัย

* อ่านสัญญาจะซื้อจะขายอย่างรอบคอบ: ทำความเข้าใจในทุกข้อตกลงก่อนเซ็นสัญญา

⊹⊹ การซื้อคอนโดเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลาในการศึกษาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณได้คอนโดที่ถูกใจและตอบโจทย์นะคะ.

อ้างอิง: ddproperty

Say Hello!

065-632-7897
086-440-1768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

เลือกคอนโดทิศไหนให้ตรงกับ Life Stlye

เลือกคอนโดทิศไหนให้ตรงกับ Life Stlye

⊹ แน่นอนค่ะ!! นอกเหนือจากทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบายและการออกแบบโครงการที่ถูกใจแล้ว การเลือกทิศของคอนโดก็สำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมันส่งผลต่อความรู้สึกในการอยู่อาศัย แสงสว่าง อุณหภูมิ และแม้แต่เรื่องของโชคลาภตามความเชื่อส่วนบุคคล

มาดูกันว่าแต่ละทิศมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และทิศไหนจะเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด

Z

ทิศเหนือ: เย็นสบายตลอดปี แต่แสงน้อยหน่อยนะ

⊹ ข้อดี: ห้องทางทิศเหนือจะได้รับแสงแดดโดยตรงน้อยที่สุด ทำให้ภายในห้องค่อนข้างเย็นสบายตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับคนที่ขี้ร้อน หรือชอบบรรยากาศสงบ ไม่ต้องการแสงแดดแรงๆ รบกวน

⊹ ข้อเสีย: แสงสว่างอาจจะไม่เพียงพอสำหรับคนที่ชอบห้องที่ดูสว่างสดใส อาจจะต้องเปิดไฟในช่วงกลางวันมากกว่าทิศอื่นๆ และอาจจะมีความชื้นมากกว่าในช่วงฤดูฝน

⊹ เหมาะกับ: คนที่ชอบความเงียบสงบ ไม่ชอบอากาศร้อน ทำงานที่บ้านและไม่ต้องการแสงแดดแยงตา หรือคนที่เน้นการพักผ่อนในช่วงกลางวัน

Z

ทิศใต้: ลมดี แสงพอดี ไม่ร้อนจัด

⊹ ข้อดี: ทิศใต้ถือเป็นทิศที่ได้รับความนิยม เพราะมีลมพัดถ่ายเทได้ดี อากาศเย็นสบาย แสงแดดส่องถึงแต่ไม่ร้อนจัดจนเกินไป ทำให้ห้องดูโปร่ง โล่งสบาย และไม่อับชื้น

⊹ ข้อเสีย: ในบางช่วงของวัน อาจจะมีแสงแดดส่องเข้ามาบ้าง แต่ก็ไม่นานเท่าทิศตะวันตก

⊹ เหมาะกับ: คนที่ชอบห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก มีแสงสว่างเพียงพอ และไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองส่วนใหญ่

Z

ทิศตะวันออก: รับแสงเช้า อากาศสดใส เริ่มต้นวันดีๆ

⊹ ข้อดี: ห้องที่หันไปทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงแดดยามเช้า ซึ่งเป็นแสงที่ไม่แรงมากและมีวิตามินดี ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เหมาะกับการเริ่มต้นวันใหม่

⊹ ข้อเสีย: ในช่วงบ่าย แสงแดดจะค่อยๆ หมดไป ทำให้ห้องอาจจะดูมืดลงบ้าง และในช่วงฤดูร้อน อาจจะได้รับความร้อนในช่วงเช้า

⊹ เหมาะกับ: คนที่ตื่นเช้า ชอบแสงแดดยามเช้า และต้องการห้องที่ได้รับแสงธรรมชาติในช่วงแรกของวัน

Z

ทิศตะวันตก: แดดแรงยามบ่าย ต้องเตรียมตัวรับมือ

⊹ ข้อดี: ห้องทิศตะวันตกจะได้รับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่าย ทำให้ผ้าที่ตากไว้แห้งง่าย

⊹ ข้อเสีย: เป็นทิศที่ร้อนที่สุด เพราะได้รับแสงแดดโดยตรงในช่วงที่อากาศร้อนจัด อาจจะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศมากกว่าทิศอื่นๆ ทำให้ค่าไฟสูงขึ้น และเฟอร์นิเจอร์อาจจะเสื่อมสภาพเร็วกว่า

⊹ เหมาะกับ: คนที่ไม่ค่อยอยู่ห้องในช่วงกลางวันถึงบ่าย หรือคนที่ชอบตากผ้าให้แห้งเร็ว แต่ต้องเตรียมรับมือกับความร้อนและค่าไฟที่อาจจะสูงขึ้น

Z

แล้วจะเลือกทิศไหนให้ตรงกับ Life Style ของคุณ? ลองพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้:

⊹ คุณเป็นคนขี้ร้อนหรือไม่: ถ้าขี้ร้อนมาก ควรหลีกเลี่ยงทิศตะวันตก หรือเลือกห้องที่มีฉนวนกันความร้อนที่ดี

⊹ คุณชอบห้องที่สว่างมากน้อยแค่ไหน: ถ้าชอบห้องที่สว่างตลอดวัน ทิศใต้หรือตะวันออกอาจจะเหมาะกว่าทิศเหนือ

⊹ คุณใช้เวลาอยู่ในห้องช่วงไหนมากที่สุด: ถ้าอยู่ห้องช่วงบ่ายถึงเย็น อาจจะต้องพิจารณาเรื่องความร้อนของทิศตะวันตกเป็นพิเศษ

⊹ คุณให้ความสำคัญกับเรื่องลมและการถ่ายเทอากาศแค่ไหน: ทิศใต้เป็นทิศที่ลมพัดดี อากาศถ่ายเทสะดวก

⊹ ความเชื่อส่วนบุคคล: บางคนอาจจะมีความเชื่อเรื่องทิศทางลมและแสงแดดที่ส่งผลต่อโชคลาภและความเป็นสิริมงคล ก็สามารถนำมาพิจารณาได้เช่นกัน

Z

เคล็ดลับเพิ่มเติม:

⊹ ดูผังโครงการ: ลองดูผังโครงการว่าห้องแต่ละทิศมีวิวเป็นอย่างไร มีตึกอื่นบังแสงบังลมหรือไม่

⊹ สอบถามข้อมูล: สอบถามข้อมูลจากโครงการเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง การระบายความร้อน และทิศทางลมโดยรอบ

⊹ เยี่ยมชมห้องตัวอย่าง: ถ้าเป็นไปได้ ลองเยี่ยมชมห้องตัวอย่างในทิศที่คุณสนใจ เพื่อสัมผัสแสงและลมในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน

⊹ การเลือกทิศคอนโดให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการอยู่อาศัยในระยะยาว ลองพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้คอนโดที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณนะคะ!!

Say Hello!

065-632-7897
086-4401768

Line ID : p.chayapas

Links

About

Contact

Shop

Pin It on Pinterest